พี่ครับ...
พี่และครอบครัวสบายดีนะครับ
สองสามวัีนนี้ อะไรรอบๆตัวผมก็ดูสับสนและอลหม่านไปหมด
หลับตาผมก็มองเห็นแต่ศากศพ
ลืมตาก็มีแต่ศากศพที่รายล้อมผม
พวกเราทำงานกันวันละ 20 ชั่วโมง
ผมอยากให้มีสัก 48 ชั่วโมง
พวกเราจะได้มีเวลาช่วยพวกเขาได้มากขึ้นอีก
เีราไม่มีน้ำ ไม่ีมีไฟ
อาหารปันส่วนก็แทบจะเกลี้ยงแล้ว
การอบยพผู้คนเป็นไปอย่างยากลำบาก
จากที่นี่ไปที่โน่น
ตอนนี้ผมอยู่ฟูกุชิม่า
ห่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประมาณ 25 กม.
ถ้าผมจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น
เกี่ยวกับนิสัยใจคอของพวกเขา
มันคงได้หนังสือเป็นเล่มๆ
พวกเขายังคงอยู่ในความเงียบสงบ
รวมทั้งยังมีศักดิ์ศรีและทำตัวเรียบร้อยเหลือเกิน
นั่นทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายลงไปอีก
แต่ผมรับประกันไม่ได้ว่า
อีกสักหนึ่งอาทิตย์
จะเราดูแลสถานการณ์ให้เรียบร้อยแบบนี้ได้ต่อไปไหม
เพราะพวกเขาก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา
ที่เมื่อความหิวกระหายถึงขีดที่อยู่เหนือความทรนง
แม้ว่ารัฐบาลพยายามส่งเสบียงอาหารและยาให้ทางอากาศ
แต่มันก็เหมือนโปรยเกลือเล็กๆน้อยๆลงในมหาสมุทร
มีเรื่องประทับใจเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ฟังครับ
คืนก่อนผมถูกส่งไปที่โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่ง
เพื่อช่วยองค์กรการกุศลจัดตั้งหน่วยแจกอาหารให้ผู้ประสบภัย
พวกเขาเข้าคิวเป็นแถวเคี้ยวคดยาวอย่างกับงูเลื้อย
แล้วผมก็พบกับเด็กชายอายุ 9 ขวบคนหนึ่ง
เขาสวมแค่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นเท่านั้น
มันหนาวมาก และเขาก็ยังยืนอยู่ท้ายๆแถวด้วย
ผมเกรงว่ากว่าจะึถึงคิวเขา
อาหารที่แจกก็อาจจะหมดเสียก่อน
ผมเลยพูดคุยกับเขา
เขาเล่าว่า
เขาอยู่ที่โรงเรียนตอนเกิดแผ่นดินไหว
พอเขาทำงานอยู่ใกล้ๆ กำลังขับรถมาหาเขา
ขณะนั้น เขาอยู่บนระเบียงชั้น 3 ของโรงเรียน
เห็นรถของพ่อถูกสึนามิกวาดไปต่อหน้าต่อตา
ผมถามถึงแม่ของเขา
เขาบอกว่าบ้านเขาอยู่ใกล้ๆชายหาด
คิดว่าแม่กับน้องสาวคงไม่อยู่แล้ว
เขาสั่นหน้าและป้ายน้ำตาเมื่อผมถามถึงญาติๆของเขา
เขาหนาวจนตัวสั่น
ผมจึงถอดแจ๊คเกตออกมาให้ห่มให้เขา
พร้อมกับยื่นห่ออาหารปันส่วนให้
"กว่าจะถึงคิวหนู อาหารก็คงจะหมดเสียก่อน
ผมอิ่มแล้ว หนูเอาไปกินเถอะ"
เด็กชายรับอาหารไปพร้อมกับโค้ง
ผมคิดว่าเขาจะกินมันทันที
แต่ไม่ใช่
เขาเดินเอาห่ออาหารไปวางรวมกับกองที่กำลังแจกอยู่
ผมอึ้ง
ผมถามว่าเอาไปวางไว้ตรงนั้นทำไม
ทำไมไม่กินเสีย
เขาตอบว่า
"ก็ผมเห็นมีคนอีกตั้งเยอะที่หิวกว่าผม
ผมเอาไปวางรวมไว้จะได้แบ่งกันทั่วถึง"
ผมเบือนหน้าหนีเพื่อไม่ให้ใครเห็นน้ำตาของผม
สังคมไหนนะที่ผลิตเยาวชนอายุ 9 ขวบ
ให้เข้าใจการเสียสละอันยิ่งใหญ่เช่นนี้...
ต้องเป็นสังคมที่ยิ่งใหญ่
เป็นประชาคมที่ยิ่งใหญ่
พี่ครับ
ด้วยความคิดถึงพี่และครอบครัว
ถึงเวลากะทำงานของผมแล้วครับ
ฮา มินต์ ตัีน
ฮา มินต์ ตัน เป็นตำรวจฟุกุชิม่า
เขาเป็นชาวเวียดนาม เขียนจดหมายถึงพี่ที่เวียดนาม
ถูกพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ New America Media
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2554
แสดงถึงหัวใจของชาวญี่ปุ่น
เศษเสี้ยวของชีวิตกลางวิกฤต ณ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุกุชิม่า